บ้านเกิดที่ชลบุรี ‘เชษฐ์ สไมล์บัฟฯ’

มีเป็นล้านไม่ใช้ ลาแสงสีไปอยู่บ้านหลังเก่ากลางนา บ้านเกิดที่ชลบุรี ‘เชษฐ์ สไมล์บัฟฯ’ นักร้องดัง ขอเป็นครูอาสาตลอดชีวิต

คงไม่มีใครไม่รู้จักวงดนตรี “สไมล์บัฟฟาโล่” ที่เคยเป็นขวัญใจใครหลายๆ คนเมื่อสิบปีก่อน วงสไมล์บัฟฟาโล่ทำเพลงติดหูออกมามากมาย

แต่เพลงแจ้งเกิดอย่าง “ดีเกินไป” และ “ฟ้ายังฟ้าอยู่” กลายเป็นเพลงที่โด่งดังที่สุด ในยุคที่รุ่งเรืองนั้น พวกเขาก็มีผลงานเพลงตามมาอีกมากมาย ก่อนที่สมาชิกจะแยกวงออกไป

แต่มือกลอง “เชษฐ์ วรเชษฐ เอมเปีย” กลับเลือกหนทางชีวิตที่แตกต่างออกไป โดยการทิ้งชีวิต ยุคเฟื่องฟู ทิ้งชื่อเสียง ตัดสินใจหันหลังให้วงการ เดินหน้าสู่ชีวิตที่เรียบง่าย

โดยยึดอาชีพเกษตรกรพอเพียง “เชษฐ์ สไมล์บัฟฟาโล” อดีตนักดนตรีชื่อดังที่ผันตัวมาเป็นชาวนาปลูกข้าว และใช้ 3 หลักในการดำเนินชีวิต ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมดา

ได้มาพูดคุยเปิดใจถึงจุดเปลี่ยนในชีวิต เกือบสิบปีที่หันหลังให้วงการ คือทุกวันนี้ผมทำนาอยู่นะครับ ทำนา ทำสวน เกี่ยวกับการเกษตรอินทรีย์ทั้งหมดเลย

คือพวกนี้ผมคิดว่ามันเป็นความจริงใจที่สุด มันเป็นสิ่งที่ชัดเจนมากที่สุด หมายความว่าเราเอง เราสามารถเรียนรู้ธรรมชาติ คือผมจะบอกตรงๆจากไป เราก็เอาอะไรไปไม่ได้เลยสักบาทเดียว

ทรัพย์สินอะไรก็เอาไปไม่ได้เลย จุดเปลี่ยนที่ทำให้ “เชษฐ์ สไมล์บัฟ” ทิ้งวงการ ทิ้งชื่อเสียงคืออะไร บางคนเขาผิดหวัง บางคนเขาอกหัก แต่สำหรับคุณคืออะไร

“คือแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน อย่างผมนี่เจอแบบที่ทุกคนเจอ มารวมกันเลย ทั้งอกหัก ผมมีทุกเรื่องทุกอย่าง ตอนนั้นมีแฟน แต่ได้เลิกรากันไป แต่ว่าตอนนี้ผมมีน้องคนนึงที่ผมคิดว่าเป็นน้องฟ้า

ที่คอยเป็นห่วงเป็นใยจนผมเป็นเงาใต้ฟ้าด้วยซ้ำ เพียงแต่ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ด้วยกันเท่านั้นเอง มีคนที่ดูแลห่วงใย ผูกพันกันทางใจแต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน” “ซึ่งจุดเปลี่ยนที่ไปทำนา ทำไร่

ทำสวนเนี่ยก็คือ มันคือจุดที่ว่า เริ่มต้นมาจากผมมาเยี่ยมแม่ มาดูแลแม่ตอนเจ็บป่วย ตอนนั้นผมยังอยู่กรุงเทพฯ อยู่ มีกิจการอะไรเยอะแยะไปหมดเลย มีเปิดโรงเรียนสอนดนตรี

มีการสอนนักเรียนทั่วประเทศ มีสอนอยู่โครงการทูบีนัมเบอร์วันด้วย ทางโครงการก็คือส่งผมไปสอนอยู่ทุกจังหวัดเลย และสุดท้ายก็มาสอนของตัวเองอีกคือเยอะแยะไปหมด

หลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานเกี่ยวกับบันเทิงด้วย” ผมกลับไปเยี่ยมแม่ คือเปอร์เซ็นต์ที่เขาจะรอดมันไม่มีแล้ว ก็เลยบนด้วยการบวชแก้บนให้แม่ และขอให้รอดแล้วจะบวชให้ สุดท้ายคุณแม่ไม่เป็นอะไรแล้ว

ทีนี้ระหว่างที่แม่ฟื้นมาแล้วยังอยู่โรงบาลหลายเดือนมาก อยู่ที่โรงพย าบาลชลบุรี ซึ่งผมก็ไปทุกวันๆ หลายเดือนมาก ผมเลยรู้สึกว่าเรามีอะไรทุกอย่าง มันเอาไปไม่ได้เลยขอแค่ว่าตอนมีชีวิตอยู่ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้กี่วัน

เราไม่รู้วัน เราก็เลยสละตนซะ” ในเรื่องการที่เราเลิกอะไรต่างๆ พยายามลด ในเรื่องกิเลสแต่ก่อนผมซื้อรถ 5 คัน ซื้อทีเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ขายหมด เอาเงินไปทำประโยชน์ บ้านอยู่หลังละหลายล้านเลย

โรงเรียนอีก ผมไม่เอาเลยที่ขายบางส่วนบางอย่าง ก็เพื่อมาดูแล ปรับสถานที่ที่จะมาทำนาที่พนัสนิคม เราเอาเงินมาปรับเปลี่ยนสถานที่ใช้เงินไม่ถึงล้าน อย่าคิดว่าเรามีตัง

หมายถึงว่าเราทำจากที่เราทำแบบเล็กๆน้อยๆ เราเอาเงินที่เคยมีมาสร้างมูลค่าให้มัน มาอยู่ที่พนัสนิคม เป็นสิ่งที่ผมอยู่ใกล้บ้านแม่ ได้ดูแลใกล้ชิด และญาติพี่น้องเวลาวันหยุดก็จะมาดูแล

หากันที่บ้าน ประกอบกับธรรมชาติเยอะแยะ บางทีก็ยังมีแฟนคลับที่เหนียวแน่นในเฟสบุ๊คของผม ก็จะไปเที่ยวบ้านผมด้วย บางทีผมจัดมินิคอนเสิร์ต พอเงินได้เท่าไหร่ปุ๊บเราก็จะเอาไปมอบให้กับสถานทีีทำบุญทั้งหลา่ย

About Naphatsawan Truststore Columnist

View all posts by Naphatsawan Truststore Columnist →

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *