บ้านเกิด ‘จตุรงค์ มกจ๊ก’ ได้ดีเพราะอดทน

รับจ้างเป็นหางเครื่อง ได้ค่าแรงวัน 60 บ. บ้านเกิด ‘จตุรงค์ มกจ๊ก’ รับส่งเสียอดีตสามี บั้นปลายตั้งใจมาอยู่

จตุรงค์ มกจ๊ก เล่าชีวิตที่เริ่มต้นจากค่าแรงวันละ 60 บาท ความเจ้าชู้ และเหตุผลที่เลิกเด็ดขาด อยู่ในวงการบันเทิงมานานกว่า 40 ปี

โดย จตุรงค์ โพธาราม มาเล่าชีวิตการทำงานที่เริ่มจากการเป็นหางเครื่องวงดนตรีสู่ตลกแถวหน้าของเมืองไทยในรายการ

โดยจาตุรงค์ที่ตอนนี้นอกจากงานในวงการยังหันไปทำร้านอาหารครัวลุงรงค์ ที่ จ.ราชบุรี เล่าว่า สถานการณ์ส่งผลกระทบหนัก

ทั้งงานหลักในวงการที่หดหาย ส่วนงานรองคือร้านอาหาร จากที่เคยมี 70 โต๊ะ หลังจากมาเริ่มเปิดอีกครั้งได้ราว 2 อาทิตย์

ก็เหลือแค่ 15 โต๊ะ “ได้จาก 100 เปอร์เซ็นต์เหลือแค่ 20 เปอร์เซ็นต์” เขาเล่า ตลกคนดังยังย้อนอดีตเล่าด้วยว่า กว่าชีวิตจะมาถึงวันนี้

เขาเคยประสบความยากลำบาก ตอนอายุ 19 ก็หิ้วกระเป๋าใบเดียวออกจากบ้านเพื่อไปเผชิญโลกที่กรุงเทพ เพราะมีความหวังจะได้เป็นนักแสดง

นักร้อง ได้อยู่ในวงการ ได้เป็นคนดัง และคาดว่าน่าจะได้ดี “หนีพ่อแม่ เพราะเขาไม่อยากให้เรามา ก็มาอยู่วงลูกทุ่ง มาเป็นหางเครื่อง

ได้ค่าตัววันแรก 60 บ ก็ดีใจ เพราะเราไม่มีเงินเลย ต่อจากนั้นก็อยากเป็นตลก เพราะตลกค่าตัว 350 บ ส่วนหางเครื่องค่าตัว 80 บ

เลยไปตีสนิทกับพี่ชูศรี เชิญยิ้ม มุขแรกที่ได้เล่นคือต้องทาหน้าขาว ไปเชิดหนังตะลุง ที่ได้เล่นเพราะตลกขาด ก็เลยได้เล่น หลังจากนั้นก็ได้เล่นเรื่อยๆ

ส่วนมุขแจ้งเกิดคือมุขเทย แต่ก่อนคนที่เล่นเป็นเทยจะแต่งหน้าทุเรศ แต่เราแต่งสวยเลย เรียกว่าเรายังไม่ดัง แต่มีคนรอดู

จตุรงค์ มกจ๊ก ยังต้องส่งเสียเลี้ยงดู “สามีคนแรก” “เดินไปเจอ ตกใจ ควักให้ไป 2 พัน “เพิ่งจ่ายค่าตัวที่งานพ่อดม ไม่ได้จ่ายค่าตัวหรอก”

เลี้ยงเขา คือต้องให้เขา เพราะเขาไม่มีเงิน ชีวิตแย่ ตลกคนดังเผยอีกครั้งถึงเหตุการณ์ต้องเสียตัวให้ผู้ชาย ว่า ตอนอายุ 21 ถูกขืนใจจนร่ำไห้

แลกกับการเข้าวงดนตรี ให้หัวหน้าแดนเซอร์จนไม่ไหว ร้องบอกพอแล้วครับ กว่าจะได้เข้ามาเป็นแดนเซอร์ เล่นตลก โด่งดังทุกวันนี้ ครั้งเดียวก็ต้องยอม เพื่อเข้าวงการ

อย่างไรก็ดีหลังจากภรรยาไปเจอ ไปเห็นด้วยตา เพราะบุกไปหาที่ห้องแล้วเจอหญิงอื่นจนเสียใจร้องไห้ ก็รู้สึกสงสาร ขณะเดียวกันก็เห็นว่าลูกโตเป็นสาวแล้ว

จึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเอง เขาบุกไปแล้วเจอ เขาก็น้ำตามา แล้วหันหลังกลับไป เราก็ต้องรีบไปขอโทษ ไปง้อ ว่าจะไม่ทำอีกแล้ว

แต่พรุ่งนี้เราก็ทำอีก จน ณ วันหนึ่ง เฟิร์นเริ่มโตเป็นสาวเราก็คิดได้ว่า พอเถอะ เพราะลูกเราเริ่มเป็นสาวแล้ว”

About Naphatsawan Truststore Columnist

View all posts by Naphatsawan Truststore Columnist

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น