ชีวิตสุดลำบาก ‘ต่อง สาวิตรี’

ในจอรับบทไฮโซ ชีวิตจริงแตกต่าง ‘ต่อง สาวิตรี’ บ้านต้องเช่า ต้องพับถุงขาย หาเลี้ยงแม่ตั้งแค่อายุ 13 ปี

เรื่องราวในละครที่ได้แต่บทไฮโซแต่ในชีวิตจริงมันช่างตรงข้าม ในละครส่วนใหญ่จะเล่นเป็นคนรวย ถ้าย้อนไปตั้งแต่เรียนคนก็จะคิดว่าบ้านรวย

แต่จริงๆแล้วที่บ้านจน ด้วยโรงเรียนที่เรียน และตัวขาว ผมทองเหมือนฝรั่งบอกว่าบ้านจนไม่มีใครเชื่อ เราเป็นคนไม่กลัวความจนและไม่รู้สึกอายด้วย

ตอนเด็กๆ รู้สึกว่าจนแล้วมันสนุก แต่แรกๆ อาจจะอายนิดหน่อย แต่พอมันผ่านไปได้ก็ไม่อาย เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่มุมมองของเรามากกว่า

เห็นว่าพี่น้องมี 6 คน มันลำบากขนาดไหน คือฐานะทางบ้านไม่ดี แต่คุณพ่อให้ลูกๆ เรียนโรงเรียนคอนแวนต์หมดเลย

ค่าเทอมมันสูง ตอนเด็กๆ จนพี่ประมาณ 12-13 ปี คุณแม่ทำงานแม่บ้านฝรั่ง พอฝรั่งกลับประเทศเราก็ต้องหาที่เช่าบ้านใหม่

คุณแม่ก็เลยมาช่วยป้าขายของได้วันละ 50 บาท วันพฤหัสบดีพี่ไปช่วยล้างจานพี่ได้วันละ 15 บาท พี่แอบเอาเงินป้าตลอด

เพราะรู้สึกว่าป้าให้เงินแม่น้อยไป แล้วตอนเอาเงินป้าพี่ก็ไม่ได้รู้สึกผิดเพราะเราเอาไปให้แม่ เห็นบอกว่าเคยพับถุงขายด้วย พี่ทำหลายอย่าง

พี่ก็ถามป้าว่าซื้อถุงมาเท่าไหร่ เราก็พยายามพับแล้วเอาไปบังคับให้ป้าซื้อจากพี่ แล้วอย่างประเด็นผมทอง หน้าเหมือนฝรั่ง

คนก็ล้อว่าหน้าตาไม่เหมือนพี่น้อง มันโดนสาระพัด จริงๆ มันทำให้เราเป็นเด็กมีปมด้อยและมีปัญหา มันเริ่มจากเพื่อนแม่

เขาพูดว่าเก็บมาจากถังขยะและมีคำอื่นๆ อีกมากมายที่มันไม่ใช่ลูกของพ่อแม่ พอเข้าวงการบันเทิง แต่พอแม่ไม่สนับสนุน พ่อไม่ชอบเลย

เขาเรียกเต้นกินรำกิน คือพี่เริ่มจากการถ่ายทีวีก่อนแล้วค่อยมาเล่นหนัง เล่นละคร คือพ่อไม่ชอบ แต่ด้วยเงื่อนไขในการดำรงชีพมันไม่ได้

พอพ่อเลิกทำงานตอนนั้นอายุ 60 กว่า แม่เป็นแม่ค้า มันไม่พอ จังหวะดีตอนนั้นพี่ได้ถ่ายโฆษณาได้ 10 บให้แม่ 5 บ

พอมาเล่นหนังแรกๆ ให้แม่ครึ่งนึง มันคือเหตุผลที่ทำให้พ่อไม่ปฏิเสธในการเข้าวงการของพี่ แล้วทำไมตอนนั้นถึงได้ถ่าย พี่เดินไปวัดกับน้อง

ก็มีพี่คนนึงชื่อพี่ต๋อมแล้วให้นามบัตร ตอนนั้นก็คิดว่าเขาสนใจน้องเรา เพราะน้องสวย เขาก็โทรศัพท์มาที่ล้านอยากให้พี่ไปแคส

เราก็ลองไปแคสชิ้นแรกได้เลย คือพี่เริ่มทำงานช่วยครอบครัวตั้งแต่อายุ 13 ปี ตอนนั้นเป็นครูสอนพิเศษ พี่สอน อยู่ 6-7 ปี

ถ้าสมมุติว่ามีโอกาสได้พูดกับคุณพ่ออีกครั้งจะยอกว่าอะไร คือพ่อจะหวงตลอด เพราะเราเป็นคนเดียวที่ไม่มีครอบครัว พ่อกลัวตอนแก่ๆจะไม่มีใครดูแล

ถ้าพ่อได้ยินจะบอกว่า พ่อไม่ต้องห่วง แม้จะไม่มีครอบครัว แต่สัญญาจะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างรอบครอบ จะเก็บตังเยอะๆ แม้ไม่มีคนดูแลเราจะจ้างคนดูแลก็ได้

About Naphatsawan Truststore Columnist

View all posts by Naphatsawan Truststore Columnist

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น